วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

ผลงาน กิจกรรมทำบุญ


ผลงาน กิจกรรมทำบุญ


ผลงาน กิจกรรมองค์การ ทำกิจกรรมกับวิทยาลัยฯ


ผลงาน กิจกรรมองค์การ ทำกิจกรรมกับวิทยาลัยฯ

บทความ บทความ "การแปรงฟัน" คุณเข้าใจกันมากน้อยแค่ไหน?


บทความ "การแปรงฟัน" คุณเข้าใจกันมากน้อยแค่ไหน?

"การแปรงฟัน" เรื่องที่ทุกคนทำกันเป็กปกติทุกวัน แต่คุณเข้าใจกันมากแค่ไหนว่าทำไมเราต้องแปรง และการแปรงที่ถูกต้องเป็นอย่างไร มาเช็คกัน



1. แปรงฟันเพื่อกำจัดเศษอาหาร จริงหรือ

เป้าหมายของการแปรงฟันมี 2 ประการคือ เพื่อกำจัดแผ่นคราบจุลินทรีย์ (คราบพลัค) และเป็นการพาฟลูออไรด์ในยาสีฟัน ให้สัมผัสกับผิวฟันเพื่อป้องก้นฟันผุ หากลองไม่แปรงฟันสัก 3-5 วัน แล้วตรวจดูที่ผิวฟัน จะเห็นว่ามีคราบเหลืองๆ เหนียวๆ ติดอยู่ที่ฟันเกือบทุกซี่ คราบเหล่านี้ไม่ใช่เศษอาหาร แต่เป็นคราบที่ประกอบไปด้วยเชื้อโรคจำนวนมาก เป็นเชื้อโรคที่เมื่อสะสมอยู่นานๆ ก็จะปล่อยสารพิษออกมาทำลายเหงือกให้เหงือกป่วยหรือที่เราว่าเหงือกอักเสบ และจะทำให้ฟันบริเวณนั้นผุอีกด้วย ดั้งนั้น เราควรจะแปรงฟันอย่างตั้งใจเพื่อกำจัดแผ่นคราบจุลินทรีย์ออกให้หมดอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง สำหรับคนที่แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ควรจะเลือกสัก 1 ครั้ง (แนะนำให้เป็นช่วงก่อนนอน) ที่ต้องแปรงฟันอย่างประณีตเพื่อกำจัดเอาแผ่นคราบจุลินทรีย์ออก

2. ทำไมต้องแปรงฟันด้วยยาสีฟันฟลูออไรด์นาน 2 นาที วันละ 2 ครั้ง

จากงานวิจัยยอมรับกันว่า ต้องให้ฟลูออไรด์สัมผัสกับผิวฟัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง จึงจะป้องกันฟันผุได้ดี นี่เป็นเหตุผลที่เราต้องแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง อีกประการหนึ่งที่จะทำให้ฟลูออไรด์ในยาสีฟันออกฤทธิ์ป้องกันฟันผุได้เต็มประสิทธิภาพ จะต้องแปรงฟันให้นานอย่างน้อย 2 นาที เพื่อให้มีเวลาพอที่ฟลูออไรด์จะไปจับบนผิวฟันได้แน่นหนาและทั่วถึง ถ้าใช้เวลาแปรงฟันสั้นมาก ฟลูออไรด์ยังไม่ได้ทันจะสัมผัสกับผิวฟันก็ถูกบ้วนออกมา ประสิทธิภาพการป้องกันฟันผุก็จะลดลง

3. ควรบ้วนน้ำหลังแปรงฟันครั้งเดียวหรือหลายครั้ง

ควรจะบ้วนน้ำหลังแปรงฟันเพียงครั้งเดียว เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่า ถ้าบ้วนน้ำหลายๆ ครั้งจนหมดแก้วประสิทธิภาพการป้องกันฟันผุจะลดน้อยลง เมื่อเทียบกับการบ้วนน้ำเพียงครั้งเดียว แนะนำให้ใช้วิธีบ้วนฟองออกก่อนโดยไม่ต้องใช้น้ำ เมื่อฟองหมดแล้วจึงบ้วนน้ำตามเพียงครั้งเดียว ทดลองทำดูสักพักก็จะคุ้นเคย ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น หลังแปรงฟันด้วยยาสีฟันฟลูออไรด์แล้ว ไม่ดื่มน้ำหรือกินอาหารใดๆ นาน 30 นาที ทั้งนี้เพื่อให้ฟลูออไรด์ได้ออกฤทธิ์ป้องกันฟันผุได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ถูกชะล้างออกไป

4. แปรงฟันบ่อยๆ ไม่ทำให้ฟันสึก

ฟันสึกไม่เกี่ยวกับการแปรงฟันบ่อยเกินไป เพราะไม่ว่าจะแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง หรือ 4 ครั้งอาจทำให้ฟันสึกหรือไม่ก็ได้ สาเหตุที่แท้จริงของการสึกของฟัน (ที่คอฟัน) มาจากการใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งและแปรงฟันแรงเกินไป ยิ่งถ้าใช้ยาสีฟันที่มีผงขัดหยาบ เช่น ยาสีฟันที่ใช้เฉพาะผู้สูบบุหรี่หรือยาสีฟันชนิดผงก็จะทำให้สึกเร็วขึ้นไปอีก

5. จำเป็นหรือไม่ที่ต้องแปรงลิ้นหลังแปรงฟันทุกวัน

การแปรงลิ้นมีเป้าหมายในเพี่อกำจัดเชื้อโรคบนลิ้น ซึ่งถ้ามีเชื้อโรคอยู่บนหลังลิ้นมากๆ ก็จะสังเกตเห็นได้เป็นฝ้าขาวหรือฝ้าเหลือง บนหลังลิ้นค่อนไปทางโคนลิ้น การมีฝ้าขาวบนลิ้นเป็นสาเหตุหลักในการทำให้เกิดกลิ่นปาก ดังนั้น การแปรงลิ้นจะทำให้ลดกลิ่นปากได้

6. ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3 เดือน

เกณฑ์ที่ใช้ในการเปลี่ยนแปรงสีฟัน คือ จะเปลี่ยนแปรงสีฟันเมื่อขนแปรงบาน เนื่องจากขนแปรงที่บานจะกำจัดแผ่นคราบจุลินทรีย์ได้ไม่ดี ทำให้แปรงฟันได้ไม่สะอาด นอกจากนี้ขนแปรงที่บานอาจจะบาดเหงือกด้วยซ้ำไป

7. ถ้าแปรงฟันแล้วเลือดออก ต้องพยายามอย่าแปรงให้เลือดออกอีก

การที่มีเลือดออกเวลาแปรงฟันเกิดมาจากเหงือกบริเวณนั้นมีการอักเสบ เนื่องจากมีแผ่นคราบจุลินทรีย์เกาะอยู่ที่คอฟันใกล้กับเหงือกอยู่เป็นระยะเวลานานๆ คราบจุลินทรีย์เหล่านี้จะปล่อยสารพิษที่ทำให้เหงือกอักเสบ ถ้าอยากให้เหงือกหายเป็นปกติ ไม่มีอาการอักเสบ ก็ต้องกำจัดเอาแผ่นคราบจุลินทรีย์ออกให้หมด โดยทั่วไปถ้าแปรงฟันแล้วเลือดออกบริเวณใด ให้แปรงฟันบริเวณนั้นให้มากๆ แปรงให้ถึงคอฟัน และให้รู้สึกว่าขนแปรงสัมผัสกับเหงือกใน 1-2 วันแรกจะมีเลือดออกเวลาแปรงฟันแต่จะน้อยลงเรื่อยๆ และเมื่อเข้าสู่วันที่ 3 จะมีไม่เลือดออกเวลาที่แปรงฟันอีกต่อไป เพราะเหงือกบริเวณนั้นเริ่มหายเป็นปกติแล้ว

บทความแหล่ง "เชื้อโรค" 8 จุด! ที่แฝงตัวอยู่ในโรงเรียน


บทความแหล่ง "เชื้อโรค" 8 จุด! ที่แฝงตัวอยู่ในโรงเรียน


เด็กนักเรียนหลายพันคน ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน และนั่นคือแหล่งชั้นดี ที่จะมี "เชื้อโรค" สะสมอยู่




เว็บไซต์ CNN รายงานว่า ดร.ฮาร์ลี โรบาร์ต ได้ทำการศึกษาและวิจัยพบว่า สถานที่ที่เด็กกว่าล้านคนต้องออกไปใช้ชีวิต และศึกษาเล่าเรียนอย่าง "โรงเรียน" นั้น ถือเป็นแหล่งเพาะพันธ์ "เชื้อโรค" ชั้นดี และจากการศึกษาในครั้งนี้ ดร.ฮาร์ลี ยังพบอีกว่า มี 8 สิ่งในโรงเรียนที่เป็นตัวแพร่เชื้อโรคออกไป และอาจทำให้เด็กนักเรียนเหล่านี้ต้องป่วยได้

1.ประตูห้องน้ำ

ประตูห้องน้ำนี้ถือเป็นจุดที่มีเชื้อโรคสะสมอยู่มากที่สุด ดร.ฮาร์ลี กล่าวว่า ห้องในโรงเรียนคือ จุดที่สะอาดที่สุด และมีการทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ แต่ "ประตูห้องน้ำ" กับไม่ใช่อย่างนั้น เพราะเด็กส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะล้างมือหลังออกจากห้องน้ำ และแตะบานประตู ทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย

2.ถาดรองอาหาร

"ถาดรองอาหาร" ที่ในช่วงพักกลางวันมีคนใช้จำนวนมาก ดร.ฮาร์ลี กล่าวว่า อาหารและของต่างๆ ที่เหล่าเด็กนักเรียนต้องจับและสัมผัสมัน โดยผ่านการวางบนถาดรองอาหารมาแล้วนั้น อาจทำให้เด็กน้อยได้รับเชื้อโรคเข้าร่างกายได้โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากเด็กๆ จะต้องใช้มือสัมผัสกับถาดเหล่านี้ก่อนที่จะหยิบอาหารขึ้นมารับประทาน โดยที่ไม่รู้ว่าถาดรองอาหารเหล่านี้เป็นแหล่งรวมเชื้อโรคชั้นดีเลยทีเดียว

3.ไม่มีการแช่เย็น

เด็กนักเรียนบางคนที่ห่ออาหารมาทานเองที่โรงเรียน อาจดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ และคิดว่าคงไม่ได้เผชิญเชื้อโรค แต่ ดร.ฮาร์ลี กลับไม่คิดอย่างนั้น โดยเขาบอกว่า อาหารบางประเภทที่เด็กนักเรียนแพ็คและห่อมารับประทานนั้น จำเป็นที่จะต้องแช่เย็น แต่เมื่อนักเรียนเอามารับประทานก็ไม่ได้นำเอาใส่ในตู้แช่แข็ง จึงอาจส่งผลให้กลายเป็นโรคอาหารเป็นพิษได้

4.โต๊ะนักเรียน

เด็กนักเรียนเกือบจะทั้งวัน ต้องใช้ชีวิตอยู่กับ "โต๊ะนักเรียน" นั่นหมายความว่า โต๊ะนักเรียนเหล่านี้นั้น จะต้องผ่านทั้งน้ำลายที่เกิดจากการจามและไอของเหล่านักเรียน ดังนั้นเมื่อเด็กนักเรียนเหล่านี้สัมผัสโต๊ะเหล่านี้ ก็จะนำเอาเชื้อโรคพกกลับบ้านไปด้วย

5.อุปกรณ์งานศิลปะ

ในการเรียนวิชาศิลปะของนักเรียน ก็จะต้องมีการแบ่งปันอุปกรณ์กันใช้ ไม่ว่าจะเป็น ถาดใส่สี แปรงทาสี กรรไกร หรือมาร์คเกอร์ โดยเมื่อสัมผัสกันหลายๆ คนเข้า ก็จะมีเชื้อโรคปะปน ซึ่งเด็กนักเรียนเหล่านี้มักจะไม่รู้ตัวและเอามือไปสัมผัสใบหน้า

6.อุปกรณ์การกีฬา

วิชาพละคือ วิชาที่เด็กนักเรียนต่างเฝ้ารอคอย ดร.ฮาร์ลี กล่าวว่า การกีฬาจับพวกฟุตบอล บาสเก็ตบอล หรือกีฬาที่ต้องเล่นหลายคนนี้ เป็นหนทางที่ดีเยี่ยมในการแพร่กระจายเหาสู่กันและกันง่ายที่สุด

7.สนามเด็กเล่น

เชื้อโรคจะวนอยู่รอบๆ "สนามเด็กเล่น" ของเหล่าเด็กอนุบาลตัวน้อยเหล่านี้เต็มไปหมด เพราะเครื่องเล่นเหล่านี้มักจะไม่มีการทำความสะอาด และต้องปล่อยทิ้งไว้กลางแจ้ง ทำให้เวลาที่เด็กๆ เล่นกันหลายๆ คนเข้า ก็จะมีเชื้อโรคหมุนวน โดยเมื่อเด็กๆ กลับบ้านก็จะได้เชื้อโรคเกาะไปด้วย

8.ที่ดื่มน้ำแบบน้ำพุ

ดร.ฮาร์ลี กล่าวว่า อันดับ 1 ของการแพร่เชื้อโรค ต้องยกให้กับ "ที่ดื่มน้ำแบบน้ำพุ" เพราะเมื่อเด็กๆ เอาปากไปรองน้ำ น้ำพวกนี้ก็จะผ่านเชื้อโรคในอากาศที่ลอยฟุ้งอยู่ และยังไม่สามารถฆ่าเชื้อได้เหมือนบานประตูห้องน้ำ นอกจากนั้นน้ำที่ผ่านออกมาจากปากโลหะของที่ดื่มก็จะโดนเชื้อโรคที่เกาะอยู่ด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่า เสี่ยงตั้งแต่น้ำเริ่มไหลออกมาเลยทีเดียว


ผู้สื่อข่าว : ทีมข่าวสปริงนิวส์

วีดีโอ วิธีอัพเดทการ์ดจอ nvidia และการตั้งค่าให้เล่นลื่นขึ้น .

วีดีโอ การตั้งค่าการ์ดจอ On-Board ให้ทำงานได้ดีขึ้น .